สีเขียวขุ่นในแก้ว กลิ่นชาอ่อน ๆ และภาพจำว่า "มัทฉะคือของสายเฮลตี้" ทำให้หลายคนสั่งมัทฉะลาเต้เย็นโดยไม่รู้สึกผิดเท่ากาแฟหวาน ๆ แก้วหนึ่ง
แต่ตัวเลขบนฉลากกลับเล่าอีกเรื่อง มัทฉะลาเต้เย็นแก้วมาตรฐานจากเชนกาแฟดัง ให้พลังงานราว 190 กิโลแคลอรี และน้ำตาลถึง 25 กรัม ในแก้วเดียว
คำถามที่ค้างคาใจคนดื่มจึงไม่ใช่ "มัทฉะดีไหม" แต่เป็น ผงมัทฉะที่ว่าดีต่อสุขภาพ กับแก้วเย็นหวานมันที่เราสั่งจริง มันคือของอย่างเดียวกันหรือเปล่า
ผงมัทฉะแท้ ๆ ให้พลังงานแค่ไหน
ถ้าแยกเฉพาะตัวผงมัทฉะออกมา มันแทบไม่ใช่ตัวการเรื่องแคลอรี่เลย
ข้อมูลโภชนาการของผงมัทฉะแท้แบบไม่เติมน้ำตาล อยู่ที่ราว 3 กิโลแคลอรีต่อกรัม ผงมัทฉะที่ใช้ชง 1 แก้วประมาณ 1 ช้อนชา หรือ 2 กรัม จึงให้พลังงานเพียง 5-6 กิโลแคลอรี เท่านั้น
ที่สำคัญคือ น้ำตาลในผงมัทฉะล้วนแทบเป็นศูนย์ คาร์โบไฮเดรตที่มีส่วนใหญ่คือใยอาหารและสารในใบชา ไม่ใช่น้ำตาลที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่ง
มัทฉะเปล่าชงกับน้ำร้อนไม่เติมอะไร = ราว 6 กิโลแคลอรี น้ำตาล 0 กรัม ตัวเลขนี้คือ "มัทฉะ" ตัวจริงที่งานวิจัยพูดถึง
พูดง่าย ๆ ว่าถ้าคุณดื่มมัทฉะแบบที่คนญี่ปุ่นตีฟองในถ้วยชา สิ่งที่ได้คือเครื่องดื่มพลังงานต่ำจริง แต่นั่นไม่ใช่หน้าตาของ "มัทฉะลาเต้เย็น" ที่ขายกันในคาเฟ่ไทย
แล้วแคลอรี่ในแก้วเย็นมาจากไหน
เมื่อผงมัทฉะให้พลังงานแค่หลักหน่วย แต่แก้วเย็นพุ่งไปหลักร้อย ส่วนต่างทั้งหมดจึงมาจากของที่เติมเข้าไป ไม่ใช่ตัวชา
ตัวการหลักมี 3 อย่าง คือ นม ที่ให้ทั้งไขมันและน้ำตาลแล็กโทส ไซรัปหรือน้ำเชื่อม ที่ร้านเติมเพื่อกลบรสฝาดของชา และของท็อป อย่าง นมข้นหวานและวิปครีม ที่เพิ่มทั้งไขมันและน้ำตาลอีกชั้น
น้ำตาลทรายเพียง 1 ช้อนชาให้พลังงานราว 16 กิโลแคลอรี ไซรัปที่ร้านปั๊มลงแก้วเย็นมักไม่ต่ำกว่า 3-4 ปั๊ม ตัวเลขจึงบวกทวีขึ้นเร็วกว่าที่คิด
| แบบเครื่องดื่ม | พลังงาน |
|---|---|
| ผงมัทฉะเปล่า 1 ช้อนชา | ~6 กิโลแคล |
| มัทฉะลาเต้เย็น นมสด | ~190 กิโลแคล |
| เติมไซรัป + โอ๊ตมิลก์ | ~280 กิโลแคล |
| เติมนมข้นหวาน + วิป | 350-450 กิโลแคล |
จะเห็นว่าจากมัทฉะ 6 กิโลแคลอรี กลายเป็นแก้วเย็น 300-450 กิโลแคลอรีได้ โดย เกือบทั้งหมดของส่วนที่เพิ่ม คือน้ำตาลและครีม ไม่ใช่ผงชาที่เราจ่ายเงินเพราะอยากได้ประโยชน์
มัทฉะดีต่อสุขภาพจริงหรือแค่ภาพจำ
ข่าวดีคือประโยชน์ของมัทฉะไม่ใช่เรื่องแต่ง ตัวผงชามีสารที่งานวิจัยสนใจจริง ๆ
มัทฉะอุดมด้วยสารกลุ่มคาเทชิน โดยเฉพาะ EGCG ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีกรดอะมิโน L-theanine ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายแต่ยังตื่นตัว ต่างจากอาการใจสั่นแบบกาแฟ
งานวิจัยแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมที่ตีพิมพ์ใน PLOS One ปี 2024 ติดตามผู้สูงอายุ 99 คนนาน 12 เดือน ให้กินมัทฉะวันละ 2 กรัม (มีคาเทชิน 170 มก. และธีอะนีน 48 มก.) พบว่าคะแนนด้านการรับรู้ทางสังคมดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านการควบคุมน้ำหนัก การวิเคราะห์อภิมานของสารคาเทชินในชาเขียวชี้ว่าช่วยให้ลดน้ำหนักได้เพิ่มขึ้นราว 1-2 กิโลกรัมใน 12 สัปดาห์ เมื่อทำควบคู่กับการควบคุมอาหาร ไม่ใช่ผลมหัศจรรย์ แต่ก็มีทิศทางบวก
ประโยชน์เหล่านี้มาจาก "ตัวผงมัทฉะ" ที่ให้ 6 กิโลแคลอรี ไม่ได้มาจากไซรัปหรือวิปครีมที่เติมทับลงไป
จุดที่ทำให้ภาพจำเพี้ยนคือ เรามักโอนความรู้สึกว่า "มัทฉะดี" ไปให้ทั้งแก้ว ทั้งที่ครึ่งหนึ่งของแก้วคือน้ำตาลและครีมที่ไม่เกี่ยวกับงานวิจัยเลย
แก้วเดียวหวานเกินโควตาวันไหม
คำตอบขึ้นอยู่กับว่าคุณสั่งแบบไหน แต่สำหรับสูตรหวานมาตรฐาน คำตอบมักคือ เกิน
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้จำกัด น้ำตาลอิสระ ไว้ต่ำกว่า 10% ของพลังงานต่อวัน หรือราว 50 กรัม และถ้าอยากได้ประโยชน์เพิ่มควรลดลงเหลือไม่เกิน 25 กรัม หรือ 6 ช้อนชาต่อวัน
มัทฉะลาเต้เย็นสูตรหวานปกติแก้วเดียวให้น้ำตาลราว 22-25 กรัม เท่ากับเกือบเต็มเพดานที่ควรได้ทั้งวันในแก้วเดียว ยังไม่นับอาหารมื้ออื่นที่มีน้ำตาลซ่อนอยู่
ปัญหานี้หนักขึ้นในบริบทไทย ข้อมูลจากกรมอนามัยระบุว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง วันละ 28 ช้อนชา ขณะที่คำแนะนำอยู่ที่ไม่เกิน 6 ช้อนชา และเครื่องดื่มหวานคือแหล่งใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่ง
- ดื่มมัทฉะลาเต้เย็นบ่อยแค่ไหนถึงพอดี
- ถ้าสั่งสูตรหวานปกติ ควรมองเป็นของกินเล่นเป็นครั้งคราว ไม่ใช่เครื่องดื่มประจำวันเหมือนน้ำเปล่า เพราะน้ำตาลเกือบเต็มโควตาตั้งแต่แก้วแรก
- ดื่มแล้วยังได้ประโยชน์จากมัทฉะอยู่ไหม
- ยังได้คาเทชินและ L-theanine จากตัวผงชา แต่ประโยชน์นั้นถูกหักลบด้วยน้ำตาลและครีมที่เติม ยิ่งหวานมัน ยิ่งใกล้เป็น "ของหวาน" มากกว่า "เครื่องดื่มสุขภาพ"
- คาเฟอีนในมัทฉะเยอะไหม
- อยู่ราว 30-70 มิลลิกรัมต่อแก้ว น้อยกว่ากาแฟเย็นทั่วไป จึงเหมาะกับคนที่อยากตื่นตัวแบบนุ่มกว่า
สั่งและชงเองแบบหวานน้อยยังไง
ข่าวดีคือมัทฉะเป็นเครื่องดื่มที่ปรับให้ดีต่อสุขภาพได้ง่ายกว่าหลายเมนู เพราะตัวการอยู่ที่ของเติม ไม่ใช่ตัวชา
เวลาสั่งที่ร้าน
- ขอหวานน้อยหรือไม่หวาน แล้วเติมเองทีหลัง จะคุมปริมาณน้ำตาลได้จริง
- เปลี่ยนไซรัปเป็นครึ่งปั๊ม หรือขอสูตรไม่ใส่นมข้นหวานและวิปครีม ตัดพลังงานส่วนเกินได้ทันที
- เลือกนมไขมันต่ำหรือนมพืชไม่เติมน้ำตาล เพื่อลดทั้งไขมันและน้ำตาลแล็กโทส
เวลาชงเอง
ชงผงมัทฉะแท้กับน้ำอุ่นให้ละลาย เติมนมจืดหรือนมพืชไม่หวาน แล้วเทลงแก้วน้ำแข็ง ถ้าต้องการความหวานให้เติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งทีละน้อยแล้วชิม จะได้แก้วที่พลังงานต่ำกว่าร้านหลายเท่า และยังได้คาเทชินเต็ม ๆ จากผงชา
ตัดสินใจอย่างไรกับมัทฉะแก้วโปรด
มัทฉะลาเต้เย็น "หวานเกินไหม" คำตอบคือ เกิน ถ้าสั่งสูตรมาตรฐาน เพราะน้ำตาลแตะ 22-25 กรัมเกือบเต็มโควตาวันในแก้วเดียว
แต่ความหวานและแคลอรี่นั้นไม่ได้มาจากมัทฉะ มันมาจากไซรัป นมข้นหวาน และวิปครีมที่เติมทับ ส่วนตัวผงมัทฉะที่มีคาเทชินและ L-theanine ให้พลังงานแค่ราว 6 กิโลแคลอรีและน้ำตาลแทบเป็นศูนย์
คำตอบจึงไม่ใช่การเลิกดื่ม แต่คือการแยกให้ออกว่าเรากำลังจ่ายเงินซื้ออะไร ถ้าอยากได้ประโยชน์ของมัทฉะจริง ให้ลดของหวานที่เติมลง แล้วปล่อยให้ตัวชาได้ทำงานของมัน
แหล่งอ้างอิง
- World Health Organization — WHO guideline on free sugars intake (2015)
- PLOS One (2024) — Effect of matcha green tea on cognitive functions in older adults, 12-month RCT
- Nutrients (2024) — Matcha as a Source of Bioactive Compounds: A Review
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข — เตือนดื่มหวานจัด เสี่ยงอ้วน เบาหวาน
- Harvard T.H. Chan School of Public Health — Added Sugar in the Diet



