น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ = โซเดียม 1,400 มิลลิกรัม — เกินครึ่งของเพดาน 2,000 มก. ที่ WHO กำหนดไว้ต่อวัน ซอสหอยนางรมปริมาณเท่ากันกลับให้โซเดียมแค่ 490 มก.
ครัวไทยเกือบทุกบ้านวางซอสเรียงกัน 3–4 ขวด น้ำปลา ซีอิ๊วขาว ซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม ดูคล้ายกันตรงที่ใช้เติมรสเค็มให้อาหาร แต่ปริมาณโซเดียมในแต่ละขวดต่างกันถึง 3 เท่า
หลายคนเชื่อว่าซีอิ๊วเค็มน้อยกว่าน้ำปลา หรือซอสปรุงรสเค็มน้อยกว่าทั้งคู่ ตัวเลขจริงจากกรมอนามัยและ USDA ให้คำตอบที่อาจต่างจากที่คิด
4 ซอสเทียบกัน — ตัวเลขต่อ 1 ช้อนโต๊ะ
ข้อมูลจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เทียบปริมาณโซเดียมต่อ 1 ช้อนโต๊ะ (15 มล.) ควบคู่กับข้อมูลจาก USDA FoodData Central ได้ดังนี้
| ซอส (1 ช้อนโต๊ะ) | โซเดียม (มก.) |
|---|---|
| น้ำปลา | 1,160–1,420 |
| ซีอิ๊วขาว | 960–1,420 |
| ซอสปรุงรส | ~1,150 |
| ซอสหอยนางรม | 420–490 |
ซอสหอยนางรมอยู่ท้ายตารางด้วยโซเดียมต่ำกว่าน้ำปลาราว 3 เท่า ส่วนซีอิ๊วขาวที่หลายคนคิดว่าเค็มน้อยกว่าน้ำปลานั้น กลับให้โซเดียมในช่วงเดียวกัน บางยี่ห้อสูงถึง 1,420 มก. เท่ากับน้ำปลาเลย
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ ให้โซเดียมเฉลี่ย 1,400 มก. คิดเป็น 70% ของเพดานรายวัน 2,000 มก. ที่ WHO แนะนำ ปรุงอาหาร 2 มื้อ ใส่น้ำปลามื้อละช้อน ก็ชนเพดานแล้วโดยยังไม่นับโซเดียมจากเนื้ออาหาร
ตัวเลขช่วงกว้าง เช่น ซีอิ๊ว 960–1,420 เกิดจากสูตรของแต่ละยี่ห้อต่างกัน น้ำปลาแท้หมักนานมักเค็มกว่าน้ำปลาผสม ซีอิ๊วขาวสูตรดั้งเดิมเค็มกว่าสูตรลดโซเดียม การพลิกฉลากดูตัวเลขจึงสำคัญกว่าการเหมารวมว่า "น้ำปลาเค็มสุดเสมอ"
ฉลากบอกจริงแค่ไหน
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน MDPI Foods เดือนกันยายน 2025 วิเคราะห์น้ำปลาเชิงพาณิชย์ 38 ยี่ห้อจาก 4 ประเทศรวมถึงไทย พบว่าโซเดียมจริงในตัวอย่างอยู่ระหว่าง 5,037–12,637 มก. ต่อ 100 มล. ตัวเลขที่กว้างขนาดนี้สะท้อนว่าแม้เป็นน้ำปลาเหมือนกัน แต่ละขวดเค็มต่างกันมาก
ประเด็นสำคัญคือ เกือบ 40% ของตัวอย่างมีโซเดียมจริงเกินกว่าที่ฉลากระบุ เกินเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ (≤120% ของค่าที่แจ้ง) โดยเฉพาะน้ำปลาจากไทยและเกาหลี หมายความว่าถ้าฉลากเขียน 1,000 มก. ต่อช้อนโต๊ะ ตัวจริงอาจอยู่ที่ 1,200 มก. หรือมากกว่า
งานวิจัยเดียวกันยังพบสารกันเสียบางชนิดเกินมาตรฐานในหลายตัวอย่าง ซึ่งบ่งชี้ว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่โซเดียม แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลบนฉลากโดยรวม
ปลายปี 2568 ประเทศไทยเริ่มบังคับใช้ประกาศฉบับที่ 466 ว่าด้วยการแสดง GDA บนฉลากหน้าซอง ครอบคลุมพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบข้ามยี่ห้อได้ง่ายขึ้น สำหรับคนที่สนใจว่าตัวเลขบนฉลากอาจไม่ตรงตามตัวเสมอ อ่านเพิ่มได้ในบทความฉลากไขมัน 0 กรัม ที่จริงไม่ใช่ศูนย์
ทำไมซอสหอยนางรมจึงเค็มน้อยกว่า
คำตอบอยู่ที่กระบวนการผลิต น้ำปลาหมักจากปลาและเกลือในอัตราส่วนปลา 2 ส่วนต่อเกลือ 1 ส่วน แล้วหมักนาน 12–18 เดือน เกลือทำหน้าที่ทั้งป้องกันเชื้อจุลินทรีย์และดึงโปรตีนออกมา ผลลัพธ์คือของเหลวที่เข้มข้นด้วยโซเดียมตามธรรมชาติของกระบวนการ
ซีอิ๊วขาวก็ใช้หลักคล้ายกัน หมักถั่วเหลืองกับเกลือแล้วกรองเอาน้ำ จึงเค็มไม่แพ้น้ำปลา ซอสปรุงรสบางสูตรใช้น้ำปลาเป็นฐานผสมกับสารปรุงแต่ง โซเดียมจึงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
ซอสหอยนางรมต่างออกไป สกัดจากหอยนางรมหรือสารแต่งกลิ่นหอยผสมกับน้ำตาล แป้ง และน้ำ สัดส่วนเกลือต่อปริมาตรจึงต่ำกว่ามาก แลกมาด้วยรสหวานอมเค็มไม่ใช่เค็มจัดแบบน้ำปลา
ข้อจำกัดคือรสชาติไม่ได้ทดแทน umami ของน้ำปลาโดยตรง ซอสหอยนางรมเหมาะกับจานผัดหรือราดมากกว่ายำหรือส้มตำ ถ้าต้องการ umami โดยไม่เพิ่มโซเดียมมาก ลองใช้ซอสหอยนางรมปริมาณปกติเสริมด้วยเห็ดหอมสับซึ่งให้กลิ่น umami ตามธรรมชาติ
คนไทยเค็มเกินแค่ไหน — ตัวเลขปี 2569
ข้อมูลจากการสำรวจระดับชาติระบุว่าคนไทยบริโภคโซเดียมเฉลี่ย 3,650 มก. ต่อวัน เกือบ 2 เท่าของเพดาน WHO แหล่งโซเดียมอันดับแรกคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและโจ๊กซอง เฉลี่ย 971 มก. ต่อวัน ตามด้วยอาหารกระป๋องพร้อมทาน 506 มก. และเครื่องปรุงรสบนโต๊ะอาหาร 215 มก.
ตัวเลขเครื่องปรุงรส 215 มก. เป็นค่าเฉลี่ยจากทั้งประเทศ คนที่ราดน้ำปลาทุกมื้ออาจได้รับโซเดียมจากเครื่องปรุงเพียงอย่างเดียว 1,000 มก. ขึ้นไป ลองคิดง่าย ๆ ถ้าทำอาหาร 3 จาน ใส่น้ำปลาจานละครึ่งช้อนโต๊ะ = โซเดียมจากน้ำปลาอย่างเดียว 2,100 มก. เกินเพดาน WHO แล้ว
ผลกระทบไม่ใช่แค่ความดันสูง คนไทยกว่า 22 ล้านคน มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับโซเดียม ทั้งความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไตเรื้อรัง ภาครัฐตั้งเป้าลดการบริโภคเกลือลง 30% ภายในปีงบประมาณ 2569 พร้อมเสนอ "ภาษีเค็ม" สำหรับผลิตภัณฑ์โซเดียมสูง นโยบายที่ถ้าบังคับใช้จริงจะส่งผลต่อราคาเครื่องปรุงรสโดยตรง
WHO ประกาศแนวปฏิบัติใหม่เรื่อง Lower-Sodium Salt Substitutes เมื่อ 27 มกราคม 2568 อ้างอิง systematic review จาก 26 RCTs ครอบคลุมผู้เข้าร่วม 35,000 คน พบว่าเกลือโซเดียมต่ำช่วยลดความดัน systolic ได้ 4.76 มม. ปรอท
ตัวเลขนี้อาจดูน้อย แต่ในระดับประชากร การลดความดันขนาดนี้สัมพันธ์กับการลดโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับคนที่สนใจเรื่องสารอาหารที่ช่วยคุมความดัน อ่านเพิ่มได้ในบทความกล้วยหอมไม่ใช่แชมป์โพแทสเซียม ที่เปรียบเทียบแหล่งโพแทสเซียมในอาหารไทย
เลือกซอสอย่างไรให้เค็มน้อยลง
ไม่จำเป็นต้องเลิกใช้น้ำปลาหรือซีอิ๊ว แค่ปรับวิธีใช้ก็ลดโซเดียมได้ทันที
คำถามที่พบบ่อย
- อ่านฉลาก GDA ดูตรงไหน
- ดูช่อง "โซเดียม" บนฉลากหน้าซอง เทียบกับเพดาน 2,000 มก. ต่อวัน ถ้าซอส 1 ช้อนโต๊ะให้โซเดียมเกิน 600 มก. (30% ของเพดาน) ถือว่าสูง
- ซอสลดโซเดียมดีจริงไหม
- ผลิตภัณฑ์ "ลดโซเดียม" มีโซเดียมน้อยกว่าสูตรปกติ 20–40% ดีกว่าสูตรเดิม แต่ไม่ได้แปลว่า "ไม่เค็ม" ต้องเช็คตัวเลขจริงบนฉลากทุกครั้ง
- สลับซอสอย่างไรให้ลดเค็มทันที
- ใช้ซอสหอยนางรมแทนน้ำปลาในจานผัดหรือราดข้าว ลดโซเดียมได้ราว ครึ่งหนึ่ง ต่อช้อน เสริมรสด้วยมะนาว พริกสด และกระเทียม ที่ให้รสชาติโดยไม่เพิ่มโซเดียม
- ต้องเลิกน้ำปลาไหม
- ไม่จำเป็น น้ำปลาให้ umami ที่ซอสอื่นทดแทนได้ยาก แค่ลดปริมาณจาก 1 ช้อนโต๊ะเหลือ 1 ช้อนชา (5 มล.) ก็ตัดโซเดียมลง 2 ใน 3
- ใครควรระวังเรื่องโซเดียมเป็นพิเศษ
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคไต หรือโรคหัวใจ ควรจำกัดโซเดียมตามคำแนะนำแพทย์ซึ่งอาจต่ำกว่า 2,000 มก. ต่อวัน การเปลี่ยนจากน้ำปลาเป็นซอสหอยนางรมในบางจานช่วยได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเมนู
- ผงชูรสมีโซเดียมด้วยไหม
- ผงชูรส (MSG) เป็น monosodium glutamate มีโซเดียมในโครงสร้างโมเลกุล แต่ปริมาณต่อการใช้จริง (หยิบเล็กน้อย) น้อยกว่าน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะหลายเท่า ประเด็นคือถ้าใช้ทั้งน้ำปลาและผงชูรสพร้อมกัน โซเดียมจะทบกัน
สำหรับคนที่กังวลเรื่องโซเดียมในอาหารไทยจานอื่น อ่านเพิ่มได้ในบทความส้มตำปลาร้าจานเดียว เค็มเกินทั้งวัน ที่เปรียบเทียบโซเดียมในส้มตำแต่ละสูตร
ตัดสินใจอย่างไร
ซอส 4 ขวดในครัวเค็มไม่เท่ากัน น้ำปลาและซีอิ๊วขาวอยู่ที่ 1,000–1,400 มก. ต่อช้อนโต๊ะ ซอสหอยนางรมอยู่ที่ 420–490 มก. ความต่าง 3 เท่านี้หมายความว่าการเลือกซอสที่ใช้ในแต่ละจานมีผลต่อโซเดียมรายวันมากกว่าที่คิด
หยิบขวดซอสที่ใช้บ่อยที่สุดมาพลิกดูฉลาก เทียบตัวเลขกับตารางข้างบน แค่รู้ว่าซอสแต่ละขวดเค็มแค่ไหน ก็ปรับปริมาณให้พอดีได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนเมนูที่ชอบ



