ตัวเลข "หมื่นก้าวต่อวัน" ติดหูคนไทยมานาน แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้มาจากงานวิจัยสักชิ้น มันมาจากชื่อรุ่นเครื่องนับก้าวญี่ปุ่นเมื่อปี 1965 ที่ตั้งชื่อว่า manpo-kei แปลตรงตัวว่า "เครื่องวัดหมื่นก้าว"
คำถามที่สำคัญกว่าคือ คนที่เพิ่งลดน้ำหนักลงมาได้ ต้องเดินวันละเท่าไหร่น้ำหนักถึงจะไม่ไหลกลับ งานวิจัยใหม่ที่นำเสนอกลางเดือนพฤษภาคม 2026 เพิ่งให้คำตอบที่ชัด และตัวเลขนั้นต่ำกว่าหมื่นพอสมควร
ลดได้ไม่ยาก ยากตรงรักษา
ปัญหาจริงของการลดน้ำหนักไม่ใช่ "ลดไม่ลง" แต่เป็น "ลดแล้วอยู่ไม่ทน" ทีมวิจัยที่นำเสนอผลในงานประชุมโรคอ้วนแห่งยุโรปครั้งนี้รวบรวมข้อมูลแล้วพบภาพที่หลายคนคุ้นเคย
คนที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนราว 80% ที่ลดน้ำหนักได้สำเร็จ จะกลับมามีน้ำหนักเพิ่มบางส่วนหรือทั้งหมดภายใน 3-5 ปี
พูดง่าย ๆ คือ ลดสำเร็จ 10 คน เหลือเพียง 2 คนที่รักษาผลได้ในระยะยาว คำถามที่นักวิจัยอยากรู้จึงไม่ใช่ "ลดยังไง" แต่เป็น 8 คนที่เด้งกลับ ทำอะไรพลาดไป และ 2 คนที่รอด ทำอะไรต่างออกไป
งานวิจัยใหม่ปี 2026 พูดว่าอะไร
งานชิ้นนี้นำเสนอที่งานประชุมโรคอ้วนแห่งยุโรป (ECO 2026) เมืองอิสตันบูล วันที่ 12-15 พฤษภาคม 2026 นำโดยศาสตราจารย์ Marwan El Ghoch จากมหาวิทยาลัย Modena and Reggio Emilia ประเทศอิตาลี
มันไม่ใช่การทดลองเดี่ยว ๆ แต่เป็นการทบทวนอย่างเป็นระบบและวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) จากงานวิจัยเชิงทดลองแบบสุ่ม 18 ชิ้น โดยส่วนที่นำมาคำนวณตัวเลขก้าวมาจากผู้เข้าร่วม 3,758 คน อายุเฉลี่ย 53 ปี ค่าดัชนีมวลกายเฉลี่ย 31 จากอังกฤษ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น
กลุ่มที่เข้าโปรแกรมปรับพฤติกรรมชีวิต (ควบคุมอาหารบวกขยับร่างกาย) ถูกนำไปเทียบกับกลุ่มที่ควบคุมอาหารอย่างเดียวหรือไม่ได้รับการดูแล แล้วดูว่าใครกันน้ำหนักเด้งกลับได้ดีกว่า
ตัวเลขก้าวที่ชี้ขาด
จุดที่น่าสนใจอยู่ตรงนี้ ก่อนเริ่มโปรแกรมทั้งสองกลุ่มเดินใกล้เคียงกันคือราว 7,200 ก้าวต่อวัน แต่กลุ่มที่ลดน้ำหนักได้และรักษาผลไว้ ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนก้าวขึ้น แล้ว คงระดับนั้นไว้ ตลอดช่วงรักษาน้ำหนัก
| ช่วงเวลา | ก้าว/วัน |
|---|---|
| ก่อนเริ่ม | ~7,280 |
| จบช่วงลดน้ำหนัก | ~8,454 |
| จบช่วงรักษา | ~8,241 |
ผลลัพธ์ด้านน้ำหนักคือ ลดได้เฉลี่ย 4.39% (ราว 4 กิโลกรัม) ในช่วงแรก และยังรักษาส่วนที่ลดไว้ได้ 3.28% (ราว 3 กิโลกรัม) เมื่อจบโปรแกรม สิ่งที่สถิติชี้ชัดคือ คนที่คงจำนวนก้าวที่เพิ่มขึ้นไว้ได้ มีความเสี่ยงน้ำหนักเด้งกลับต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
ศาสตราจารย์ El Ghoch สรุปสั้น ๆ ว่า การเพิ่มจำนวนก้าวให้ถึงราว 8,500 ก้าวต่อวัน เป็นกลยุทธ์ที่เรียบง่ายและแทบไม่มีค่าใช้จ่ายในการป้องกันน้ำหนักเด้งกลับ
ทำไมเดินช่วยตอนรักษา แต่ไม่ค่อยช่วยตอนลด
นี่คือส่วนที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด งานวิจัยชิ้นนี้ไม่พบความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างการเพิ่มจำนวนก้าวกับการลดน้ำหนัก มากขึ้น ในช่วงแรก เพราะช่วงลดน้ำหนัก ตัวขับเคลื่อนหลักคือการลดแคลอรี่จากอาหาร ไม่ใช่การเดิน
บทบาทของการเดินมาเด่นชัดในช่วง "หลังลด" ต่างหาก เมื่อร่างกายปรับลดการเผาผลาญลงตามน้ำหนักที่หายไป การขยับร่างกายสม่ำเสมอจึงเป็นตัวช่วยถ่วงไม่ให้สมดุลพลังงานพลิกกลับไปสะสมไขมันใหม่
ภาพนี้ตรงกับฐานข้อมูล National Weight Control Registry ของสหรัฐฯ ที่ติดตามคนซึ่งลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 13.6 กิโลกรัมและรักษาไว้เกินหนึ่งปี พบว่าราว 90% ใช้ทั้งคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่กัน และกิจกรรมยอดนิยมอันดับหนึ่งของกลุ่มนี้ก็คือ การเดิน
หมื่นก้าวไม่ผิด แต่ไม่จำเป็นเสมอไป
ข่าวดีสำหรับคนที่เห็นเลข 10,000 แล้วท้อ คือเป้าเพื่อรักษาน้ำหนักอยู่ที่ราว 8,500 ก้าว ซึ่งทำได้จริงกว่า ส่วนหน่วยงานสุขภาพไทยก็ให้กรอบที่สอดคล้องกัน
กรมอนามัยเคยเผยงานวิจัยที่ระบุว่าผู้สูงอายุที่เดินราว 6,000 ก้าวต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ ส่วนองค์การอนามัยโลกแนะนำกิจกรรมระดับปานกลาง 150-300 นาทีต่อสัปดาห์ ซึ่งการเดินเร็วก็นับรวมได้
ถ้าวัดก้าวยากเกินไป สสส. แนะทางลัดง่าย ๆ คือเดินต่อเนื่องวันละ 30 นาที ก็ถือว่าใช้ได้ใกล้เคียงกัน
เดินให้ถึงเป้าในชีวิตจริง
ปัญหาของคนทำงานออฟฟิศคือกิจวัตรปกติได้ก้าวเฉลี่ยแค่ราว 4,000 ก้าว เป้า 8,500 จึงต้องเติมส่วนต่างเข้าไปอย่างมีแผน นี่คือแนวทางที่ทำตามได้โดยไม่ต้องเข้ายิม
- เดินสะสม: ไม่ต้องเดินรวด แบ่งเป็นช่วงสั้น ๆ หลังมื้ออาหารก็นับรวมทั้งวัน
- จอดไกลขึ้น: ลงรถไฟฟ้าก่อนหนึ่งสถานี หรือจอดรถไกลจากทางเข้า เก็บได้หลักพันก้าว
- ประชุมแบบเดิน: คุยโทรศัพท์หรือฟังพอดแคสต์ขณะเดิน เปลี่ยนเวลานั่งเป็นก้าว
- ใช้แอปนับก้าว: สสส. แนะให้ใช้แอปในมือถือเป็นแรงกระตุ้น เห็นตัวเลขแล้วเดินต่อ
สิ่งสำคัญที่งานวิจัยย้ำคือ "ความต่อเนื่อง" ไม่ใช่การหักโหมระยะสั้น คนที่เด้งกลับมักเดินเยอะช่วงไดเอท แล้วเลิกทันทีเมื่อหยุดลด ส่วนคนที่รอดคือคนที่รักษาระดับก้าวไว้ยาว ๆ
เป้าก้าวเหมาะกับใคร
- เพิ่งลดน้ำหนักลงมาได้
- ตั้งเป้า 8,500 ก้าว/วัน และคงไว้ต่อเนื่อง คือจุดที่ช่วยกันน้ำหนักเด้งกลับมากที่สุด
- ผู้สูงอายุ
- เริ่มที่ราว 6,000 ก้าวก็เห็นประโยชน์ต่อหัวใจแล้ว ค่อยขยับเพิ่มตามไหว
- คนนับก้าวไม่ไหว
- ใช้เกณฑ์เดินต่อเนื่อง 30 นาทีต่อวันแทน ได้ผลใกล้เคียงกัน
ตัดสินใจอย่างไร
ตัวเลขหมื่นก้าวเป็นเป้าที่ดี แต่ไม่ใช่เส้นแบ่งความสำเร็จ สำหรับคนที่เพิ่งลดน้ำหนักได้ เป้าที่งานวิจัยปี 2026 ชี้ว่าคุ้มค่าที่สุดคือราว 8,500 ก้าว และหัวใจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขวันใดวันหนึ่ง แต่อยู่ที่การรักษาระดับนั้นไว้ให้นานหลังเลิกไดเอท
การควบคุมอาหารพาคุณลดน้ำหนักลงมา แต่การเดินคือสิ่งที่ทำให้น้ำหนักนั้นอยู่กับคุณต่อไป อ่านเพิ่มได้ที่บทความ 7,000 ก้าวก็พอ ลดเสี่ยงตาย 47% และ ว่ายน้ำ 30 นาที เสียแคลคืนไม่รู้ตัว
แหล่งอ้างอิง
- EurekAlert! / European Association for the Study of Obesity — Walking 8,500 steps a day can help dieters keep weight off (ECO 2026)
- News-Medical — Walking 8,500 steps daily may help prevent weight regain (El Ghoch et al., Int. J. Environ. Res. Public Health)
- WHO — Guidelines on physical activity and sedentary behaviour
- National Weight Control Registry — Physical Activity Patterns (NIH/PMC)
- กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข — เดิน 6,000 ก้าวต่อวันช่วยป้องกันโรคหัวใจ



