ทุกวันเราเลือกระหว่างบันไดกับลิฟต์แบบแทบไม่ทันคิด แต่ตัวเลือกเล็ก ๆ ตรงหน้าลิฟต์นี้ อาจเป็นหนึ่งในการออกกำลังที่ต่อชีวิตได้จริง โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท
งานวิเคราะห์รวมชิ้นใหม่ที่เพิ่งเผยแพร่กลางเดือนสิงหาคม 2026 รวบรวมข้อมูลคนเกือบครึ่งล้าน แล้วชี้ไปทิศทางเดียวกัน คนที่ขึ้นบันไดเป็นประจำมีโอกาสเสียชีวิตน้อยกว่าคนที่แทบไม่เคยขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
คำถามที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดคือ ต้องขึ้นวันละกี่ชั้นถึงจะได้ผล ขึ้นเร็วกับขึ้นช้าให้ผลต่างกันไหม และใครบ้างที่ควรระวัง บทความนี้กางตัวเลขจากงานวิจัยจริงมาตอบทีละข้อ
ตัวเลขจากคนเกือบครึ่งล้าน
ทีมวิจัยนำโดย Sophie Paddock จากมหาวิทยาลัย East Anglia และโรงพยาบาล Norfolk and Norwich ในอังกฤษ รวบรวมงานวิจัย 9 ชิ้น ครอบคลุมผู้เข้าร่วม 480,479 คน เผยแพร่ในวารสาร American Journal of Cardiovascular Drugs เมื่อ 13 สิงหาคม 2026
ผลที่ได้ตรงกันอย่างน่าสนใจ คนที่ขึ้นบันไดเป็นประจำเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดน้อยลง 39% และเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุน้อยลง 24% เมื่อเทียบกับคนที่แทบไม่ขึ้นบันไดเลย
ค่าความเสี่ยงสัมพัทธ์ (relative risk) ของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจอยู่ที่ 0.61 และการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุอยู่ที่ 0.76 ตัวเลขที่ต่ำกว่า 1 หมายถึงความเสี่ยงลดลงจากกลุ่มเปรียบเทียบ — Paddock et al., American Journal of Cardiovascular Drugs, 2026
ที่น่าสนใจคือนี่ไม่ใช่การออกกำลังพิเศษ ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีค่าสมาชิกรายเดือน เป็นแค่พฤติกรรมที่หลายคนทำอยู่แล้วทุกวันโดยไม่เคยนับว่าเป็นการออกกำลัง
ทำไมบันไดถึงหนักกว่าที่คิด
เหตุผลอยู่ที่ความเข้มข้น นักสรีรวิทยาการออกกำลังวัดความหนักด้วยหน่วย MET (Metabolic Equivalent of Task) โดย 1 MET คือพลังงานที่ร่างกายใช้ตอนนั่งเฉย ๆ
การขึ้นบันไดอยู่ที่ราว 8–9 MET จัดอยู่ในกลุ่มกิจกรรมหนัก (vigorous) เทียบเท่าการวิ่งเหยาะ ในคนหนุ่มสาวที่ขึ้นเร็ว การใช้ออกซิเจนพุ่งไปถึงราว 80% ของค่าสูงสุด หรือเกือบ 10 MET
พูดง่าย ๆ คือบันไดบังคับให้กล้ามเนื้อขายกน้ำหนักตัวขึ้นต้านแรงโน้มถ่วงซ้ำ ๆ หัวใจจึงต้องสูบฉีดหนักในเวลาสั้น รูปแบบ "ออกแรงเป็นช่วงสั้นแต่หนัก" แบบนี้เองที่หัวใจและหลอดเลือดได้ประโยชน์มากเป็นพิเศษ
ต้องขึ้นวันละกี่ชั้น
ตัวเลขที่จับต้องได้มาจากงานวิจัยกลุ่มใหญ่ในฐานข้อมูล UK Biobank ที่ติดตามผู้ใหญ่ราว 450,000 คน ตีพิมพ์ในวารสาร Atherosclerosis ปี 2023
| พฤติกรรม | ผลต่อความเสี่ยง |
|---|---|
| ขึ้นเกิน 5 ชั้น/วัน | เสี่ยงโรคหัวใจลดกว่า 20% |
| ขึ้นราว 6 ชั้น/วัน | จุดที่ได้ผลคุ้มที่สุด |
| เคยขึ้นแล้วเลิก | เสี่ยงเพิ่ม 32% |
ตัวเลขที่สะดุดที่สุดอยู่บรรทัดล่าง คนที่เคยขึ้นบันไดเป็นประจำแล้วหยุดไป กลับมีความเสี่ยงโรคหัวใจสูงกว่าคนที่ไม่เคยขึ้นเลยถึง 32% สะท้อนว่าความสม่ำเสมอสำคัญกว่าการหักโหมเป็นครั้งคราว
นักวิจัยประเมินว่าจุดที่คุ้มที่สุดอยู่ราว 6 ชั้นต่อวัน หรือประมาณ 60–70 ขั้น ซึ่งเป็นปริมาณที่คนทำงานในตึกหรืออยู่บ้านสองชั้นสะสมได้สบายภายในวันเดียว
ขึ้นเร็วหรือขึ้นช้า ต่างกันไหม
ต่างกันพอสมควรในแง่พลังงาน การขึ้นช้า ๆ ทีละขั้นแบบพักได้อยู่ที่ราว 4.5 MET ส่วนการขึ้นเร็วทีละขั้นดันขึ้นไปถึง 9.3 MET เกินสองเท่า
ความหนักที่มากขึ้นยังมีผลพ่วงที่เรียกว่า EPOC หรือการเผาผลาญที่ยังเดินต่อหลังหยุดออกกำลัง ซึ่งงานวิจัยระบุว่าเพิ่มพลังงานที่ใช้ได้อีก 6–15% จากกิจกรรมระดับหนัก
แต่ใจความสำคัญของงานวิจัยชุดนี้ไม่ได้อยู่ที่ต้องขึ้นให้เร็วที่สุด สำหรับคนทั่วไป การขึ้นในจังหวะที่พอเหนื่อยแต่ยังพูดเป็นประโยคสั้นได้ ก็เพียงพอจะเข้าเกณฑ์กิจกรรมหนักแล้ว ไม่จำเป็นต้องรีบจนเสี่ยงหกล้ม
ใครควรระวังเป็นพิเศษ
บันไดไม่ได้เหมาะกับทุกคนในทุกสภาพร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องข้อเข่าที่ต้องรับแรงหลายเท่าของน้ำหนักตัวในจังหวะก้าวลง
- ผู้มีภาวะข้อเข่าเสื่อม
- ข้อเข่าเสื่อมพบในคนอายุเกิน 60 ปีมากกว่า หนึ่งในสาม การขึ้นช้า ๆ พร้อมจับราวบันไดลงน้ำหนักที่เข่าน้อยกว่าการวิ่ง แต่ถ้าปวดตอนก้าวลง แนะนำให้ใช้ลิฟต์ตอนลงแล้วเก็บบันไดไว้เฉพาะขาขึ้น
- ผู้สูงอายุที่เพิ่งเริ่ม
- งานวิจัยหนึ่งพบว่าผู้สูงวัยอายุ 65–80 ปีที่ขึ้นบันได 35 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้ง มีสมรรถภาพดีขึ้นชัดเจนภายใน 12 สัปดาห์ กุญแจคือค่อย ๆ เพิ่มทีละน้อย ไม่หักโหมตั้งแต่วันแรก
- ผู้มีโรคหัวใจอยู่เดิม
- ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มกิจกรรมหนัก เพราะบันไดจัดเป็นกิจกรรมความเข้มข้นสูงที่ดันให้หัวใจเต้นเร็วในเวลาสั้น
องค์การอนามัยโลกแนะนำกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ การขึ้นบันไดที่สะสมระหว่างวันนับรวมเข้าเป้าหมายนี้ได้ และเหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาไปยิมเป็นชั่วโมง
เปลี่ยนให้เป็นนิสัยโดยไม่ต้องฝืน
จุดแข็งของบันไดคือมันแทรกอยู่ในวันปกติอยู่แล้ว ไม่ต้องจัดเวลาเพิ่ม สิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า NEAT หรือพลังงานจากกิจกรรมที่ไม่ใช่การออกกำลังโดยตรง คือขุมพลังที่คนส่วนใหญ่มองข้าม
สามกฎที่ทำได้ตั้งแต่วันนี้
- ตั้งกฎง่าย ๆ ถ้าไม่เกิน 4–5 ชั้นให้ขึ้นบันได เก็บลิฟต์ไว้เฉพาะชั้นสูง
- ลงก่อนหนึ่งชั้น ถ้าเลี่ยงลิฟต์ไม่ได้ ให้ออกก่อนถึงชั้นปลายทางแล้วเดินบันไดต่อ
- นับแบบสะสม ไม่ต้องขึ้นรวดเดียว 6 ชั้น แบ่งเป็นหลายรอบตลอดวันก็ได้ผลเช่นกัน
ความสม่ำเสมอคือหัวใจของเรื่อง ตัวเลข 32% ของคนที่เลิกขึ้นบันไดเตือนว่าผลดีจะจางหายถ้าหยุด เป้าหมายเล็กที่ทำได้ทุกวันจึงมีค่ามากกว่าเป้าหมายใหญ่ที่ทำได้แค่สัปดาห์ละครั้ง
ตัดสินใจอย่างไรในวันพรุ่งนี้
ครั้งหน้าที่ยืนอยู่หน้าลิฟต์ ตัวเลือกตรงนั้นมีมูลค่ามากกว่าที่คิด 6 ชั้นต่อวันไม่ใช่เป้าที่ไกลเกินเอื้อม และผลลัพธ์ที่งานวิจัยชี้ให้เห็น คือโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจที่ลดลงถึง 39% คุ้มกับความเหนื่อยเพียงไม่กี่นาที
ไม่ต้องเข้ายิม ไม่ต้องมีเวลาว่างเป็นชั่วโมง แค่เปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวัน ให้บันไดกลายเป็นทางเลือกแรก แทนที่จะเป็นทางเลือกสุดท้าย
แหล่งอ้างอิง
- Paddock S, et al. Evaluating the Impact of Stair Climbing on Cardiovascular Risk Reduction: A Systematic Review and Meta-analysis. American Journal of Cardiovascular Drugs, 2026.
- Daily stair climbing, disease susceptibility, and risk of atherosclerotic cardiovascular disease: A prospective cohort study. Atherosclerosis, 2023 (UK Biobank).
- Taking the stairs could protect your heart and help you live longer. ScienceDaily, 14 สิงหาคม 2026.
- World Health Organization — Physical Activity Fact Sheet.
- CDC — Physical Activity and Arthritis.



